ผสม การขนส่ง ประเทศไทย

ผสม การขนส่ง ประเทศไทย Thailand.

ผสม การขนส่ง ประเทศไทย TH.

ผสม การขนส่ง ประเทศไทย Bangkok, Thailand.

ผสม การขนส่ง ประเทศไทย Thailand

ผสม การขนส่ง ประเทศไทย Bangkok

http://gkpmotors.blogspot.com.tr/2015/09/blog-post_16.html

กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ยังมั่นใจเศรษฐกิจเมืองไทย พร้อมวางหมากขยายฐานลูกค้าด้วยการปูพรมส่งรถรุ่นใหม่เติมเต็มตลาดแบบครบเครื่อง หลัง 8 เดือนที่ผ่านมา เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ล่าสุดนำรถบรรทุกรุ่นใหม่มาร่วมจัดแสดงภายในงาน “Thailand International TRUCK SHOW 2015 (TIT 2015) หรืองานมหกรรมรถบรรทุกนานาชาติ ประเทศไทย 2558” งานเดียวที่รวมสุดยอดรถบรรทุกแบรนด์ดังจากทั่วโลกมารวมไว้ภายในงาน ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อหวังขยายการรับรู้ในแบรนด์และเพิ่มยอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

มร.เกลน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ฟูโซ่ ได้ผนึกพลังร่วมกับ เดมเลอร์ ทรัค เอเชีย เผยโฉมรถบรรทุกรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดเมืองไทย ที่ดำเนินธุรกิจโดย ฟูโซ่ ทรัค (ประเทศไทย) สามารถสร้างอัตราเติบโตได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา สวนกระแสเศรษฐกิจ ที่เติบโตแบบชะลอตัวอยู่ ณ ปัจจุบัน และในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2558 ฟูโซ่มั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถสร้างอัตราเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการนำเสนอรถรุ่นใหม่ๆ ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มความต้องการ ซึ่ง จะช่วยขยายฐานลูกค้าของฟูโซ่ในประเทศไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

โดยในปีนี้ ฟูโซ่ ได้นำเสนอรถบรรทุกคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเปิดตัวรถผสมปูนรุ่น FJ 2528C ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาด้วยการเปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมารวม 5 รุ่น ประกอบด้วย รถบรรทุกขนาดกลางที่มีให้เลือกตามการใช้งาน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น FI 1217C เหมาะสำหรับการบรรทุกหิน ดิน ทราย และรุ่น FI 1217R ที่เหมาะเพื่อการขนส่งสินค้าประเภทต่างๆ รุ่น FJ 1523C รถโม่ผสมปูนขนาดความจุ 4 คิว รุ่น FJ 2528R ที่เหมาะเพื่อการขนส่งสินค้าประเภทต่างๆ โดดเด่นกว่าด้วยความยาวพิเศษถึง 12 เมตร และรุ่น FZ 4928T รถบรรทุก 10 ล้อประเภทหัวลา

“การเผยโฉมรถผสมปูนรุ่น FJ 2528C ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จแรกที่เราได้รับ เพราะสามารถกวาดส่วนแบ่งทางการตลาดได้สูงถึง 25% ในกลุ่มตลาดดังกล่าว และจากการเปิดตัวรถ 5 รุ่นล่าสุด แม้จะเป็นเวลาอันสั้น แต่เราก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยแบบดีเกินคาดเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เองล้วนเป็นแรงผลักดันให้ฟูโซ่ผนึกพลังแบบใกล้ชิดร่วมกับ MFTBC และ Daimler ในการเตรียมการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในช่วงสิ้นปีนี้ และพร้อมสร้างสีสัน และความคึกคักต่อเนื่องในปีหน้าให้แก่ตลาดรถในกลุ่ม Heavy Duty ในเมืองไทย ซึ่งการรุกตลาดรถบรรทุกในครั้งนี้ ของเรา จะทำให้เราก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” มร.เกลน ตัน กล่าวอย่างเชื่อมั่น

“การจะผลักดันให้ฟูโซ่ก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดนั้น นอกจากเราจะมีแผนการตลาดในเชิงรุกควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเมืองไทยให้ครบทุกจุด อาทิ มีความทนทาน คุ้มค่า ยืดหยุ่นในการใช้งาน และประหยัดเชื้อเพลิงแล้ว การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายรถบรรทุกฟูโซ่ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน โดยฟูโซ่ ตั้งเป้าที่จะขยายตัวแทนจำหน่ายให้เพิ่มขึ้นเป็น 20 รายภายในสิ้นปี 2558 และวางแผนที่จะขยายให้ครอบคลุม ทั่วประเทศในอีกไม่กี่ปีนี้แน่นอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น” มร.เกลน ตัน กล่าวเสริม

ด้านแผนการขยายการลงทุนในประเทศไทยนั้น มร.เกลน ตัน กล่าวแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า “เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เราได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังเพื่อพร้อมในการไลน์การผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการผลิตขึ้นเป็น 2 เท่าด้วย นอกจากนี้ ด้านกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ก็เป็นอีกปัจจัยที่กลุ่มตันจงให้ความสำคัญ โดยล่าสุดเราได้มีการสร้างศูนย์ฝึกอบรมขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและตัวแทนจำหน่ายให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นอกจากนี้ จุดแข็งอีกประการที่ทำให้ฟูโซ่พัฒนามาได้ไกลถึงจุดนี้ก็คือความร่วมมือที่ดีจากพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง Daimler ที่พัฒนารถบรรทุกคุณภาพโดยนำเทคโนโลยีอันทันสมัยจากเยอรมันมาผสานกับมาตรฐานการผลิตของญี่ปุ่นอย่างลงตัวสู่ความเป็นฟูโซ่เพื่อนำเสนอรถบรรทุกคุณภาพสู่ตลาดเมืองไทย ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าความโดดเด่นดังกล่าวจะทำให้กลุ่มลูกค้ามั่นใจและเลือกใช้ฟูโซ่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”

ต่อคำถามเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจรถบรรทุกในไทยในยุคเออีซี มร.เกลน ตัน กล่าวสรุปว่า “แน่นอนว่าไทย จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางธุรกิจของภูมิภาค ฟูโซ่เล็งเห็นถึงศักยภาพในจุดนี้ เราจึงได้ขยายการลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับการเติบโต เพราะเมื่อมีการทลายกำแพงภาษี การขนส่งก็จะยิ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่ารถบรรทุกก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำพาสินค้าและบริการต่างๆ ไปยังจุดหมาย เมื่อถึงเวลานั้น การจ้างงานเพิ่ม การพัฒนาด้านการบริการ การนำเสนอสินค้าใหม่สู่ตลาดก็จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และจะเป็นอีกหนึ่งเฟืองจักรที่จะนำพาธุรกิจไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ดังนั้น การที่เข้าร่วมงาน “Thailand International TRUCK SHOW 2015 (TIT 2015) หรืองานมหกรรมรถบรรทุกนานาชาติ ประเทศไทย 2558” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยขยายการรับรู้ในแบรนด์ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจรถบรรทุกของอาเซียน”

ด้าน มร. ฮันส์ ไลเดคเคอร์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าทั่วไปและลูกค้ารายใหญ่, เดมเลอร์ ทรัค เอเชีย เปิดเผยว่า ในการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 องค์กร ประกอบด้วย เดมเลอร์ ทรัค เอเชีย (Daimler Trucks Asia: DTA), มิตซูบิชิ ฟูโซ่ ทรัค แอนด์ บัส คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Fuso Truck and Bus Cooperation: MFTBC) และ เดมเลอร์ อินเดีย คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ (Daimler India Commercial Vehicles: DICV) ทำให้เดมเลอร์มีความแข็งแกร่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพการแข่งขันในยุคเออีซี ทั้งนี้ เดมเลอร์ ทรัค เอเชีย ได้ร่วมมือกับ MFTBC และ DICV ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การส่งออก การจัดซื้อ และการดำเนินงานวิจัยเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและดีที่สุดแก่ลูกค้า ทั้งยังเป็นหน่วยขับเคลื่อน

ศักยภาพของรถบรรทุกเดมเลอร์ในด้านหลักๆ 3 ประการ ประกอบด้วย การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี อาทิ การพัฒนาระบบ Canter Eco Hybrid และ Canter, การพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะ อาทิ เครื่องยนต์ Heavy Duty ที่ใช้สำหรับรถบรรทุกแบบ Heavy Duty ที่ได้รับความนิยมใน 3 ตลาดหลักของโลกคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป และ การเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก ซึ่งปัจจุบัน DTA ได้ขยายเครือข่ายครอบคลุมในกว่า 150 ตลาดหลักทั่วทุกมุมโลก สามารถสร้างยอดขายในส่วนตลาดส่งออก 80% และยังคงรักษาความแข็งแกร่งของโรงงานผลิต 15 แห่งทั่วโลก โดยโรงงานหลักที่ผลิตในรูปแบบ CBU ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ญี่ปุ่นและอินเดีย และโรงงานที่ผลิตในรูปแบบ KDs ในโปรตุเกส, ตุรกี, รัสเซีย, เวเนซุเอลา และในอีกหลายพื้นที่ในแอฟริกาและเอเชีย ด้วยศักยภาพของฐานการผลิตในทั่วทุกมุมโลกทำให้ เราสามารถเข้าถึงความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง และสามารถที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ DTA ตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยประมาณการยอดขายไว้ที่ 300,000 คันภายในปี 2563 ซึ่งมั่นใจเต็มที่ว่าสามารถทำได้ตามป้าหมายที่กำหนดไว้เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกในเมืองไทย” มร. ฮันส์ ไลเดคเคอร์ กล่าวอย่างเชื่อมั่น

Advertisements